[SF] A Goose's Dream...

posted on 23 Sep 2011 21:10 by realies

[SF] A Goose’s Dream…

Author  :  REALIES

Casting  :  Park Yoochan & Kim Junsu

Rating  :  PG-18

Inspiration : Pleasure Factory (2007)

 

 

 

…ยามเมื่อแสงตะวันลาลับขอบฟ้า   ถนนสายนี้ก็ดูราวกับฟื้นคืนตื่นขึ้นจากนิทรา...

 

ร้านรวงที่เคยเปิดทำการค้าช่วงทิวาผลัดเปลี่ยนกันหลีกลี้หนีหน้าเปิดทางให้แสงไฟหลากสีแต่งแต้มราตรีนี้ให้ผละห่างจากการหลับใหล   เพื่อเริงร่ายไปกับสัญญาณแห่งลมหายใจของสิ่งมีชีวิตที่เริ่มเคลื่อนกายออกหากินเลี้ยงปากท้องที่ร่ำร้องครวญครางยามความมืดเข้ามาทักทาย  

 

บนถนนสายสั้นซึ่งตั้งอยู่ในชุมชนชั้นต่ำสุดของเมืองก็กำลังเริ่มต้นวิถีทางแห่งความเป็นไปเฉกเช่นเดียวกับทุกค่ำคืนที่ดำเนินมา   ดวงไฟหน้าคลับผับบาร์น้อยใหญ่กระทบเข้ากับนัยน์ตาหิวกระหายของบุรุษเพศทุกช่วงวัยที่กำลังสอดส่ายกราดไล่ไปทั่วบริเวณราวอสูรร้ายที่กำลังเฟ้นหาเหยื่อเพื่อช่วยปลดเปลื้องอารมณ์หยาบต่ำภายในให้สลายหายไปกับแสงไฟเลือนรางของหมอกควันลวงตาแห่งสถานเริงรมย์   ไม่ต่างอะไรกับหญิงสาวหลายต่อหลายคนซึ่งห่อหุ้มร่างกายด้วยอาภรณ์น้อยชิ้นที่กำลังเฝ้ารอการมาถึงของความต้องการนั้น   ควันไฟสีขุ่นจากปลายบุหรี่ในมือซ้ายและแก้วเมรัยหลากสีในมือขวาช่วยบรรเทาให้ค่ำคืนนี้ไม่เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวจนเกินไป   

 

ฝ่ายหนึ่งมองหา...อีกฝ่ายตั้งตารอรับความปรารถนานั้น

 

ยามเมื่อสายตาสบประสาน...ความต้องการผสานเป็นหนึ่ง  ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดลึกซึ้ง...ชายหญิงแปลกหน้าก็พร้อมจะเดินหน้าเข้าหาเพื่อแลกเปลี่ยนเสี้ยวหนึ่งของความต้องการระหว่างกันได้อย่างง่ายดาย

 

เงินตรา...แลกกับการปลดปล่อยห้วงอารมณ์ไปกับความหฤหรรษ์ของการเสพสมเพศรส

 

ช่างง่ายดาย...ไร้ค่า   ทว่า...ขาดไม่ได้

 

มันคือลมหายใจ...คือความเป็นไปของผู้คนบนถนนสายนี้   ยามเมื่อความมืดดำแห่งราตรีกาลเข้าครอบงำ...สัญญาณแห่งการขับเคลื่อนเรื่องราวที่เต็มเปี่ยมด้วยคาวโลกีย์วิสัยก็ได้เวลาออกเดินทางเช่นกัน...

 

...จนกว่าเช้าวันใหม่จะมาถึงอีกครั้ง

 


ราตรีกาลผันผ่านไปกว่าค่อนคืน   หลังเคาน์เตอร์บาร์หน้าคลับขนาดใหญ่ที่สุดตรงหัวมุมถนน   บาร์เทนเดอร์หนุ่มยังคงทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน   ดวงตากลมโตว่างเปล่าของคนหาเลี้ยงตัวเองด้วยฝีมือชงเหล้าทอดตัวลงต่ำมองแก้วน้ำสีใสในมือที่กำลังเช็ดถูยามที่ประตูหน้าร้านกำลังต้อนรับการมาเยือนของยานพาหนะหรูหรา   ไม่เคยมีใครเห็นหน้าสารถีผู้ขับขี่ยนตกรรมสูงราคานั้น   แต่เป็นที่รู้กันว่ามันไม่เคยจอดนิ่งอยู่ที่นี่นานนัก...ราวกับรังเกียจละอองไอของความกระหายอยากอันเป็นตัวตนของถนนสายนี้เกินกว่าจะเสียเวลาให้กับการเยี่ยมเยือน    รถยนต์คันนั้นมาเพียงเพื่อส่งใครบางคนกลับลงสู่สถานที่ที่ควรอยู่...ก่อนจะผละจากไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยย่างกรายเฉียดใกล้เข้ามาในสถานที่แห่งนี้

 

ชายหนุ่มในชุดสูทยับยู่คือคนที่ถูกปล่อยลงมาจากรถยนต์คันนั้น...

 

สองขาใต้กางเกงสีเข้มก้าวช้าๆอย่างอ่อนแรงตรงเข้ามาในคลับที่ยินดีต้อนรับคนแปลกหน้าราวมิตรสหายที่ไม่ได้พบเจอกันเนิ่นนาน   เก้าอี้ทรงสูงหน้าบาร์คือแหล่งพักพิงประจำที่ผู้ชายคนนั้นเลือกจะทรุดตัวลงนั่ง   ใบหน้าขาวซีดอ่อนล้าเงยสบสายตาบาร์เทนเดอร์หนุ่มที่มองอยู่   ราวกับรู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องการสิ่งใด...เครื่องดื่มดีกรีแรงถูกชงขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนยกมาวางไว้ตรงหน้าพร้อมคำทักทายซ้ำซากเหมือนกับทุกค่ำคืน

 

“ คืนนี้...เป็นไงบ้าง ? ” 

 

“ มันก็ไม่มีทางจะทุเรศไปมากกว่านี้ได้อยู่แล้วนี่...”

 

เช่นเดียวกับคำตอบรับของคนเป็นลูกค้าซึ่งยังคงไม่เคยเปลี่ยนแปลง...

 



วอดก้าสีใสไร้กลิ่นไหลผ่านลำคอแห้งผากแก้วแล้วแก้วเล่า...ถูกใช้ไปเพื่อแผดเผาอาการเจ็บร้าวทั่วสรรพางค์กายให้เหลือเพียงความร้อนผ่าวของแอลกอฮอล์รสแรง   จนเมื่อความรู้สึกปวดแปลบถูกแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่า...แก้วเหล้าจึงได้มีเวลาทอดตัวสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มในชุดสูทที่กำลังทอดสายตามองความเป็นไปของผู้คนรอบกายด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ใด...

 

ราวกับสูญเสียประสาทสัมผัสด้านความรู้สึกไปแล้ว...ตลอดกาล

 

 



‘ ต้องการคนนอนด้วยไหม? ’

 

‘ ครั้งละห้าพันวอน...ต่อรองได้นะ ’

 

‘ เหมาสามชั่วโมง  คิดแค่สองชั่วโมง  บริการถุงยางฟรี... ’

 

‘ ไปด้วยกันไหม? ’

 

‘ ชอบแบบไหน...บอกได้นะ ’

 

ยิ่งเวลาเคลื่อนผ่านเข้าสู่วันใหม่   เสียงอื้ออึงของคนทำการค้ายิ่งดังขรมแข่งกับเสียงฝีเท้าของผู้มาเยือนทั้งขาประจำและคนหน้าใหม่ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันก้าวเข้าสู่เส้นทางสนองความต้องการของตน    ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินผ่านขวักไขว่ไปมาไม่ต่างอะไรกับเงาดำวูบไหวที่ไหลผ่านสายตา   นอกจากผู้ที่ต้องการซื้อหาและคนที่ปรารถนาจะค้าขาย...ยังมีใครอีกหลายคนกำลังทำงานเลี้ยงปากท้องของตนเองอยู่เช่นกัน

 

“ ฟังเพลงไหมครับพี่ชาย...เลือกได้เลยนะว่าอยากฟังเพลงไหน   จะบัลลาด  ร็อค  หรือ ทร็อต ผมร้องได้หมดเลย   คิดแค่เพลงละพันวอนเท่านั้นเองครับ...”

 

ช่วงเวลาที่ถูกใช้ไปเพื่อดื่มด่ำให้กับความระยำบัดซบของชีวิตไร้ค่าถูกขัดจังหวะด้วยเสียงแหบพร่าของวณิพกแปลกหน้าในเสื้อผ้าเก่าปอนมอมแมม   ชายหนุ่มในชุดสูทละสายตาจากภาพการซื้อขายของเพื่อนร่วมอาชีพหน้าบาร์มาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าอ่อนวัยกว่าของคนที่ถือกีต้าร์เก่าคร่ำคร่าอยู่ในมือและมองมาที่เขาด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง   มือเล็กแกร็นข้างหนึ่งยื่นกระดาษแข็งที่ถูกเคลือบพลาสติกอย่างดีมาให้...ภายในนั้นบรรจุรายชื่อบทเพลงทั้งใหม่และเก่ายาวเหยียดเอาไว้มากมายเพื่อเป็นตัวเลือกให้ลูกค้าที่ต้องการเสียงดนตรีช่วยเห่กล่อมขับไล่ความเงียบเหงาในค่ำคืนนี้

 

ชายในชุดสูทยับย่นรับกระดาษใบนั้นมาถือไว้...เป็นสัญญาณการตอบรับที่วณิพกผู้มีร่างกายซึ่งพ่ายแพ้ให้กับความโหดร้ายของการใช้ชีวิตตามลำพังรอคอยอยู่   มือข้างหนึ่งจัดแจงกระชับสายกีต้าร์คู่ใจให้อยู่ในท่าเตรียมพร้อม   ก่อนจะฉีกยิ้มให้ลูกค้าร่างสูงที่กำลังชี้เลือกชื่อเพลงที่ต้องการฟัง

 

“ กอวีเยกุม...a goose’s dream   ผมก็ชอบเพลงนี้เหมือนกันครับ   ตกลงพี่ชายอยากฟังเพลงนี้ใช่ไหมครับ? ”  สุ้มเสียงแหบแห้งถามย้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ   เห็นลูกค้าในชุดสูทไม่ว่ากระไร...นักดนตรีหนุ่มจึงเริ่มกรีดเส้นสายเครื่องดนตรีในมือให้เกิดเสียงแผ่วหวานตามโน้ตเพลงที่อีกฝ่ายต้องการฟัง  

 

แต่แล้วทุกสรรพเสียงก็ถูกหยุดลงด้วยธนบัตรใบละหมื่นวอนกว่าสามใบที่ชายหนุ่มในชุดสูทยื่นมาให้   วณิพกร่างผอมแห้งเงยหน้ามองมูลค่าเกินค่างวดของบทเพลงที่กำลังจะขับขานนั้นอย่างไม่เข้าใจ    แววตาสื่อความหมายของอีกฝ่ายส่อความนัยบางอย่าง...สร้างความลังเลขึ้นวูบหนึ่งในหัวใจของนักดนตรีพเนจรผู้อ่อนวัย

 



นี่ไม่ใช่ครั้งแรกกับการหยิบยื่นเงินตราเกินราคาแลกกับอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่แค่เสียงเพลง...

 



เป็นอีกครั้งที่ต้องเลือกระหว่างศักดิ์ศรีที่มีเหลืออยู่เพียงน้อยนิด...กับ...ความอยู่รอดของชีวิต

 





“ ขอโทษนะครับพี่ชาย...แต่ผมไม่ได้ขายตัว ”

 




สุ้มเสียงแหบพร่าบอกเล่าเรียบเรื่อย   หักห้ามตัวเองสุดกำลังไม่ให้ยื่นมือออกไปรับสิ่งที่จะทำให้สามารถหาของกินประทังชีวิตไปได้อีกหลายวันอย่างตัดสินใจแล้ว...ถึงอดตายเขาก็ไม่เคยคิดจะขายร่างกายตัวเอง

 

แตกต่างจากคนฟัง...ที่เพียงได้ยินคำพูดนั้นก็ชะงักนิ่งไป   รอยยิ้มขมขื่นผสานดูแคลนทุกสิ่งบนโลกปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไร้ความหมาย   ชายในชุดสูทแค่นยิ้มรวดร้าวก่อนยัดเยียดธนบัตรหลายใบนั้นใส่มือผอมแกร็นของคนตรงหน้า   เสียงทุ้มต่ำราบเรียบอย่างน่าใจหายเอ่ยขึ้นเพียงประโยคหนึ่ง...ก่อนคนพูดจะลุกขึ้นยืนแล้วหันกายเดินหายออกไปจากสถานที่แห่งนั้น 

 

“ ฉันแค่อยากฟังเพลงนี้...ที่บ้านของฉัน...ไม่ใช่ที่นี่...... ”

 

ทิ้งให้คนรับยืนมองเงินในมือสลับกับแผ่นหลังกว้างของคนที่เดินจากไปอย่างไม่แน่ใจ   บาร์เทนเดอร์หนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ไกลจ้องมองความเป็นไประหว่างคนแปลกหน้าทั้งสองโดยไม่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด   ก่อนจะลอบยิ้มบางเบาออกมาเมื่อเห็นว่า...นักดนตรีพเนจรตัดสินใจเดินตามชายหนุ่มในชุดสูทคนนั้นไปในที่สุด

 

 

***

 

 



เงาดำที่แนบนาบกับกำแพงอิฐโสโครกเคลื่อนไหวไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆตามจังหวะการก้าวเดินขึ้นบันไดเล็กแคบที่ซ่อนตัวอยู่ในสิ่งปลูกสร้างที่ถูกทิ้งร้างไร้คนดูแลของชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้ม   คนที่ติดตามมาอยู่ห่างๆทำได้เพียงเดินตามขึ้นไป...จนถึงจุดหมายที่อยู่ชั้นบนสุดของอาคารสูงแห่งนั้น

 

มันเป็นเพียงห้องพักเล็กแคบที่ปันพื้นที่ส่วนหนึ่งเข้ากับดาดฟ้าของตึกหลังนั้น   ฝาผนังทั้งสี่ด้านกั้นด้วยไม้อัดแผ่นบางพอๆกับบานประตูที่ถูกเจ้าของห้องเปิดทิ้งเอาไว้รอคนที่เดินตามหลังมา   นักดนตรีผู้อ่อนเดียงสาที่ราวกับทิ้งความมั่นใจทั้งหมดไว้ตรงบันไดขั้นแรกของอาคารทำได้เพียงกระชับเครื่องดนตรีคู่ใจในมือเอาไว้แน่นยามก้าวขาเข้าไปในสถานที่หลับนอนของเจ้าของธนบัตรหลายใบนั้นอย่างหวั่นเกรง

 

เจ้าของเคหะสถานอันน่าอดสูไม่ได้ให้ความสนใจแขกผู้มาเยือนแม้แต่น้อย   ชายหนุ่มในชุดสูทเดินลากขาพาร่างกายที่เหนื่อยล้าไปนั่งอยู่บนฟูกเตียงอันเป็นเครื่องเรือนที่ใหญ่ที่สุดในห้องนั้น   ก่อนจะถอดสูทสีเข้มยับยู่ยี่ที่สวมอยู่ออก  เหวี่ยงมันไปกองไว้หน้าตู้เสื้อผ้าหลังย่อมตรงมุมห้องอย่างไม่ใส่ใจ   แล้วจึงหันมาปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตตัวในออกจากร่างกายเป็นชิ้นต่อไป...ไม่สนใจสายตาของใครอีกคนที่ยืนมองอยู่หน้าประตูอย่างคนทำอะไรไม่ถูก

 

ผู้ขับขานบทเพลงแลกเศษเงินได้แต่หันรีหันขวาง   ก่อนจะหลุดเสียงอุทานออกมาอย่างตกใจเมื่อสายตามองเห็นสภาพร่างกายท่อนบนที่ไร้เครื่องแต่งกายปกปิดเอาไว้ของใครอีกคน...

 

นอกจากรอยสักสีดำขนาดใหญ่ที่อกซ้าย  นอกจากนั้นก็มีเพียงร่องรอยการทารุณกรรมมากมายที่ปรากฏอยู่บนร่างกายของคนตรงหน้า   หยาดโลหิตยังคงไหลซึมอย่างน่ากลัวบนปากแผลฟ้องว่ามันถูกกรีดบาดด้วยวัตถุมีคมซ้ำลงไปที่เดิมหลายต่อหลายครั้ง    ริ้วรอยการถูกขบกัดด้วยแนวฟันมองเห็นเด่นชัดไม่แพ้รอยดูดเม้มด้วยริมฝีปากจนปรากฏเป็นจ้ำเลือดสีสดซึ่งอยู่ไม่ห่างจากรอยขดเชือกที่ข้อมือทั้งสอง   ร่องรอยบวมช้ำทั่วลำตัวโดดเด่นตัดกับผิวเนื้อขาวซีดของอีกฝ่ายจนน่าหวาดหวั่นใจ

 

แต่ดูเหมือนเจ้าของเรือนกายที่พราวไปด้วยบาดแผลจะไม่แยแสต่อสิ่งใด...หรือไม่ก็อาจเจ็บปวดจนกลายเป็นด้านชา   มือหนาสั่นระริกทำเพียงเอื้อมคว้าบุหรี่ขึ้นมาคาบเอาไว้   ปล่อยให้เปลวไฟไล้เลียส่วนปลาย...สูดกลิ่นอายหอมเอียนของนิโคตินเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ   ความเงียบทอดตัวอยู่ในสายตาที่จ้องสบระหว่างคนไม่รู้จักกันทั้งสองคน

 

“ ร้องสิ...”

 

ราวคำประกาศิต...คนที่เอาแต่จ้องมองสภาพชวนสังเวชใจขยับคว้ากีต้าร์ที่วางไว้ข้างกายขึ้นมาอยู่ในท่าเตรียมพร้อม   ปลายนิ้วทาบทับเส้นสายของเครื่องดนตรี...ก่อนจะเริ่มต้นบรรเลงบทเพลงที่ลูกค้าเพียงคนเดียวในค่ำคืนนี้ต้องการรับฟัง

 


난 난 꿈이 있었죠      버려지고 찢겨 남루하여도  

Nan nan kkumi isseotjyo.     Beoryeojigo jjitgye nam nuhayaedo 

ฉัน…ฉันก็มีความฝัน               ถึงแม้มันจะดูงี่เง่าและไม่มีทางเป็นไปได้ 

 

내 가슴 깊숙히 보물과 같이 간직했던 꿈

Nae gaseum gipsukhi bomulgwa. Gachi ganji-khaet-deon kkum

มันถูกเก็บไว้ในส่วนลึกของหัวใจ  เหมือนกับเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง

 

 


ควันไฟสีขุ่นทิ้งตัวลอยเอื่อย...คลอเคล้ากับเสียงเรียบเรื่อยที่กำลังขับขาน....

 

 


혹 때론 누군가가 뜻 모를 비웃음  내 등뒤에 흘릴때도 난 참아야 했죠
Hok ttaeron nugun-gaga tteun-moreul buseum     Nae deungdwi heullil-ttaedo nan chamaya haetjyo

มีบางครั้ง...ที่ต้องถูกใครบางคน                                 หัวเราะเยาะแบบไม่มีเหตุผล

 

참을 수 있었죠 그 날을 위해

Chameulsu  isseotjyo keu nareul wihae

แต่ฉันก็ต้องทนรับมันให้ได้  อดทนเพื่อรอให้ถึงวันนั้น... 

 

 


เสียงดนตรีเข้าแทนที่ความเงียบเหงา...ความหมายในเนื้อเพลงชำแรกหัวใจว่างเปล่าของคนฟังอย่างทรงพลัง

บุหรี่ยังคงถูกเผาไหม้...มวนแล้ว...มวนเล่า.......เช่นเดียวกับรอยยิ้มเลื่อนลอยบนเรียวปากซีดจางที่คลี่เผยอย่างเย้ยหยันโชคชะตา

 

 


늘 걱정하듯 말하죠 헛된 꿈은 독이라고

Neul geokjeong hadeut ma-rhajyo heotdwen kkumeun dorirado

ผู้คนชอบพูดด้วยความกังวลใจเสมอว่า…ความฝันที่ไม่มีวันเอื้อมถึงนั่นแหละคือยาพิษ

 

세상은 끝이 정해진 책처럼    이미 돌이킬 수 없는 현실이라고
Sesangeun kkeunchi jeonghaejin chaek cheoreom. Imi dokiril su eomneun hyeon shirirago

โลกใบนี้คือความเป็นจริงที่ถูกกำหนดไว้   มันเหมือนกับตอนจบของนิยาย

 

 


สายตาว่างเปล่าเริ่มพร่าเลือนทีละน้อย   ก้อนเนื้อในอกซ้ายที่เคยคิดว่ามันตายด้าน...บัดนี้กำลังเคลื่อนผ่านความรู้สึกร้าวลึกภายในให้ไหลออกมาในรูปของน้ำตาอันน่าสมเพช

 

 


그래요 난 난 꿈이 있어요

Keuraeyo nan nan kkumi isseoyo

ใช่แล้ว...ฉันเองก็มีความฝัน

 

그 꿈을 믿어요 나를 지켜봐요

Geumkkumeul mideoyo nareul jikyeobwayo

ฉันเชื่อในฝันของฉัน…ลองมองมาสิ

 

저 차갑게 서 있는 운명이란 벽앞에   당당히 마주칠 수 있어요

Jeo chagapke so inneun unmyongiran byeogape.    Tangdanghi majichi su isseoyo

จะพร้อมเผชิญหน้ากับกำแพงที่ชื่อว่า ‘โชคชะตา’ อันหนาวเหน็บ…โดยไร้ซึ่งความเกรงกลัวใดๆ

 

 


หยุดไม่ได้...ห้ามไม่ไหว   น้ำตาไหลรินโดยไร้ซึ่งเสียงสะอื้นใด

แต่กลับทำร้ายหัวใจคนที่มองเห็นความเป็นไปนั้นอย่างทารุณไม่แพ้กัน...

 

 


언젠가 난 그 벽을 넘고서

Eonjenga na geu byeo geui neomgoseo

สักวันหนึ่ง...ฉันจะสามารถข้ามผ่านกำแพงนั้นไปได้

 

저 하늘을 높이 날을 수 있어요

Jeo haneureul nopi nareulsu isseoyo

จะสามารถโบยบินออกไปยังท้องฟ้าอันแสนกว้างไกล

 

이 무거운 세상도 나를 묶을 순 없죠

Ge mugeoun sesangdo nareul mukkeulsus eoptjyo

แม้ว่าโลกอันโหดร้ายนี้...ก็ไม่สามารถรั้งฉันไว้ได้



내 삶의 끝에서   나 웃을 그 날을 함께해요..

Nae sarme kkeutesseo na useul keunareul hamkke haeyo
ตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต...ฉันจะยิ้ม       แล้วก้าวเดินไปด้วยกันจนถึงวันนั้น...

 

 



เพราะมันไม่เคยมีอยู่จริง...สิ่งที่โหยหาคือภาพลวงตาที่ไม่มีทางเป็นไปได้

มนุษย์ผู้โง่เขลาและไร้ค่าจึงได้แต่ตัดพ้อต่อว่า...ร่ำไห้ออกมาอย่างโศกาอาดูรย์

 

 



 

แม้แต่พระเจ้า...ก็ไม่เคยเข้าข้างคนบาป.....

 

 

 



สิ่งสุดท้ายที่เหลือไว้...บนโลกอันแสนโสมมที่ความตายง่ายดายกว่าการดำรงชีวิตอยู่ของผู้แพ้

 

 

 


จะมีก็แค่...อ้อมกอดอ่อนแรงของคนที่บังเอิญเดินผ่านมาในโมงยามอันหนักหนาเกินกว่าจะเยียวยาจิตใจที่แหลกสลายไม่แพ้ร่างกายที่ถูกทำลายจนไม่เหลือดี

 

 


 

และบทเพลงความหมายทรงคุณค่า...แต่ทว่าไม่มีวันเป็นจริง.

 

 

 

 

*** END ***